ภัยร้ายจากการใช้เทคโนโลยีที่ไม่พึงประสงค์

อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อบันเทิงที่รวดเร็วและเปิดกว้างเสรี แต่ “จุดอ่อน” ของโลกออนไลน์ที่กลายเป็นเวทีของ การ “ทำร้าย” ผ่านข้อมูลในลักษณะ แฉ ประจาน หรือ ใส่ร้าย ได้ก่ออิทธิพลมืดในสังคม

ตัวอย่างเหตุการณ์ใหม่ๆ มีทั้งการแพร่คลิปแอบถ่าย นักร้องสาวโฟร์-มด มาจน ถึงคลิปส่วนตัวของดาราหนุ่ม อ้น สราวุฒิ นอกจากนี้ ยังมีกรณีในประเทศของเอเชีย อย่างภาพลับ เฉินก้วนซี ซูเปอร์ สตาร์ฮ่องกง คลิปสวาทนางเอกสาวเวียดนาม เหวียน ถวี่ลิงห์ และเว็บบอร์ดแพร่ข่าวเม้าธ์โจมตีนางเอกเกาหลีใต้ ชอย จินซิล ที่กลายเป็นปมให้ดาราสาวฆ่าตัวตาย

ไม่เพียงดาราเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปก็ถูก “เล่นงาน” ในลักษณะ เดียวกัน แม้ไม่ได้เป็นข่าวแพร่สะพัด แต่ก็ถูก “อาวุธ” ของเทคโนโลยีนี้ทำร้ายบาดเจ็บเช่นกัน

ที่สำคัญก็คือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิง”

พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้หญิงต้องศึกษาหา ความรู้เรื่องไอทีบ้าง ว่ามีอะไรที่นำมาสู่ความเสี่ยงบ้าง เวลาที่ไปไหน ต้องดูว่าเป็นสถานที่อโคจรหรือไม่ สภาพแวดล้อมไว้ใจได้ไหม บุคคลที่ไปด้วยเป็นอย่างไร เราเองต้องใช้วิจารณญาณ

ภาพโป๊หรือคลิป โดยมากเป็นเรื่องที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นและท้าทายความคิดในคนบางวัย ทำให้อยากดูและที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด ขณะเดียวกัน กระแสข่าวทำให้คลิปมีสีสันมากขึ้น คนที่ไม่รู้ก็อยากดู เพราะจะได้อินเทรนด์ตามสมัยแต่ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไร แต่ถ้าข่าวนำเสนอนานๆ คลิปเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่

ขณะเดียวกัน บ้านเมืองคงต้องดูแลสิ่งเหล่านี้ ค่านิยมทางสังคม การทำร้ายด้วยวิธีการแบบนี้ ทั้งการถ่ายและการเผยแพร่ ถ้าเป็นตัวเรา คนในครอบครัวหรือคนที่เรารักแล้วจะรู้สึกอย่างไร ความเห็นอกเห็นใจก็น่าจะเกิดขึ้น

นายจเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง เห็นว่า ปัจจุบันมีการแอบแฝงให้โหลดคลิปโป๊ คลิปลามก คลิปวับๆ แวมๆ อย่างโจ๋งครึ่มจากหนังสือบันเทิงดารา นิตยสารวัยรุ่น นิตยสารต่างๆ หรือยืนแจกใบโฆษณากันอย่างโจ่งแจ้งบนสะพานลอย ยิ่งเวลามีข่าวคลิปดาราหรือคลิปลามกยิ่งเผยแพร่กันรวดเร็วมาก ทั้งที่เรามีพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บังคับใช้แล้ว แต่ไม่ มีการเผยแพร่รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน สร้างความเข้าใจถึงโทษ ภัยออนไลน์อย่างจริงจัง

การลงโทษตามกฎหมายควรปฏิบัติให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่ใช้พื้นที่อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีมาก คือ เยาวชน จึงต้องระมัดระวังสร้างกระบวนการรณรงค์ให้คนหันไปเสพสื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สื่อทางเลือก ให้เผยแพร่มากขึ้น เพราะตอนนี้คลิปดีๆ คลิปสร้างสรรค์เราไม่เห็น จะเห็นแต่คลิปลามกที่เผยแพร่แล้วสร้างผลกระทบต่อสังคม ส่งผลร้ายต่อชีวิตผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในคลิป

“ถึงเวลาที่เราควรรณรงค์ให้คนในสังคมเคารพกัน คนที่กระทำผิดต้องถูกประณามอย่างจริงจัง พวกที่เอาผู้หญิงมาเป็นวัตถุทางเพศ เป็นเหยื่อหากิน เป็นพวกเอาเปรียบทางเพศ หรือการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ไปกดดันทำร้ายใคร ดังนั้น ต้องรณรงค์ให้เกิดเรียนรู้มิติบทบาทหญิงชายอย่างเข้าใจ อย่าเอาเปรียบผู้หญิง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ภาครัฐโดยเฉพาะตำรวจควรเข้า ไปมีมาตรการควบคุม กรณีเปิดให้โหลดภาพโป๊ตามนิตยสาร ปล่อยไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่เกิดข่าวทีค่อยออกมาทำทีแล้วก็หายไป คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้” ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าว

ด้าน อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเป็นดาบ 2 คม ในกรณีอื่นที่มีการตั้งกล้องมือถือแอบถ่าย และนำไปเผยแพร่ คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากเจ้าหน้าที่สกัดไม่ให้นำลงในเว็บได้ จะช่วยปรามไม่ให้กระทำซ้ำ

“ทั้งหญิงชายเองต้องมีความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องรณรงค์ส่งเสริมให้เคารพสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว ต้องสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ใช้กฎหมายมุ่งปราบปรามอย่างเดียวความเข้าใจในเรื่องสิทธิ์ของคน อื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ” อุษา กล่าว

ขณะที่ อารีวรรณ จตุทอง ทนายความอิสระ วิทยา กรและนักเขียน กล่าวว่า เทคโนโลยีมีมากและเป็นเหมือนดาบ 2 คม มีด้านที่ดี เช่น ช่วยในการจับโจรผู้ร้าย ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่างๆ แต่ขณะเดียวกันมีด้านร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกละเมิด หากวันหนึ่งถ้าตัวเราถูกกระทำจะเป็นอย่างไร คนที่เสพสื่อเหล่านี้ควรปฏิเสธ ไม่ควรชื่นชมตามกระแส การยอมรับคือความแล้งน้ำใจและนำมาเผยแพร่ กลายเป็นธุรกิจที่เหยียบย่ำบนความเจ็บปวดของคนอื่นซึ่งไม่ถูกต้อง

อารีวรรณ เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งมีโอกาสร่วมเวทีและฟังความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาแห่ง หนึ่งถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม หนึ่งในนั้นคือเรื่องคลิป ซึ่งเยาวชนนำเสนอว่า “ใครมีควรจะลบทิ้ง ไม่ส่งต่อ สร้างกระแสในสังคมว่าสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เราควรปฏิเสธ” ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยังมีกลุ่มเด็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมองเห็นปัญหา

  “เทคโนโลยีไปเร็ว ส่วนกฎหมายเป็นเหมือนกระ ดาษ เป็นนามธรรม จะจับต้องได้ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาควบคุม และประชาชนเองต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วย เพราะการส่งข้อความนั้นกระจายครั้งเดียวได้หลายสิบคน ขณะที่เจ้าหน้าที่ 1 คน ถ้าตามจับไม่ทันก็เผยแพร่ไปในวงกว้างแล้ว เราต้องมองย้อนกลับมาว่าคนใช้เทค โนโลยีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยกลางคนที่มีความ รู้ และสร้างการรับรู้ในกฎกติกาว่าใช้ได้ในขอบเขตแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ จะปล่อยให้ ตำรวจจับอย่างเดียวก็คงไม่ทัน ต้องร่วมมือกันกลับมาเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่และใช้สื่อให้เป็น”

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s